พระพุทธเจ้าน่าจะเป็นบิดาแห่ง HR และ Management
23 January 2010title นี่เป็นประโยคนึงจากข้อมูลในเวบนี้ครับ
ผมมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับ ดร. วรภัทร์ เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ผ่านทางรายการ “เจาะใจ”
ปกติผมไม่ใช่คนชอบดูทีวี แต่คงเป็นเรื่องบังเอิญ หลายๆ ครั้งที่ผมเปิดทีวีขึ้นมามักจะได้รับรู้ประวัติของคนที่ “ประสบความสำเร็จในชีวิตในเรื่องของการช่วยเหลือสังคม”
คิดๆ แล้วก็แปลกดี แต่เพราะความบังเอิญนี้แหล่ะ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ชีวิตเราบางทีมันก็ยากเกินไป แต่เหตุผลที่ทำให้ชีวิตยาก แท้จริงแล้วมันก็มาจากความอยากได้, อยากมี, อยากเป็น ของตัวเรานั่นเอง
…
ความจริงของความจริงของความจริง…..ที่แท้แล้วมันก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง คำพูดที่ว่า “พระพุทธเจ้าน่าจะเป็นบิดาแห่ง HR และ Management” นั้นไม่ใช่เรื่องเกินเลย หนังสือหลายๆ เล่มในด้านบริหาร สุดท้ายแล้วก็ใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ท่านอย่าเชื่อในสิ่งที่ผมเขียน ท่านจะต้องพิสูจน์เสียก่อน แล้วจึง “เชื่อ”
…
สำหรับผม ดร. วรภัทร์ ได้กลายเป็น 1 ใน idol ในดวงใจไปแล้ว
ผมยกให้ ดร. วรภัทร์ เป็น idol ไม่ใช่เพราะ ท่านเคยทำงานที่นาซ่ามาก่อน
แต่เพราะท่านได้ค้นพบวิธีที่จะนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้กับเรื่องราวแทบจะทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน
…
ผมเชื่อว่า ถ้าทุกคนเป็นคนดี และแผ่ความดีที่มีอยู่ออกมาให้คนรอบข้าง…ซักวันโลกนี้ก็คงจะมีแต่คนดี
…
ป.ล. ถ้าผมคิดได้แบบ ดร. วรภัทร์ ชีวิตคงไม่ต้องจิตตกไปวันๆ แบบทุกวันนี้ ![[msweat]](../wp-includes/images/smilies/msweat.png)
twitter กับการเขียน blog
9 January 2010ช่วงนี้ติด twitter+facebook ค่อนข้างมาก (แต่ยังไม่เท่าเศษเสี้ยวของคนที่ติดจริงๆ) รู้สึกตัวอีกทีก็ไม่ได้เขียน blog มา 10 กว่าวันแล้ว
ทำไม?
ปกติผมเขียน blog เพื่อที่จะระบายอะไรซักอย่าง ไม่ก็เขียนไว้เพื่อที่จะจดจำอะไรซักอย่าง
twitter สามารถตอบคำถามแรกในการระบายได้เกือบ 100% เรื่องส่วนใหญ่ที่จะอยากระบายออกจากหัวให้คนทั้งโลกฟัง มักจะเป็นเรื่องที่ไม่ยาวมาก สั้นๆ
ส่วนประเด็นที่สองในเรื่องที่น่าจดจำนั้น…ตั้งแต่เริ่มปีมายังไม่มีเลย! ![[msweat]](../wp-includes/images/smilies/msweat.png)
นอกจากทำงานๆๆๆๆๆๆ แล้วก็ยังไม่มีอะไรน่่าตื่นเต้นทั้งสิ้น
…
แต่ก็ยังมีความหวังอยู่ลึกๆ ว่า “ปีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของรสชาติแห่งชีวิต”
ปีนี้ไม่มี todo ใดๆ ประสบความเร็จ
27 December 2009ปีนี้ทำ todo ที่ตั้งไว้ไม่สำเร็จซักอย่างเลยจะเลิกตั้งเป้า todo ของปีหน้าไว้ 1 ปี
ข้ออ้างที่ทำ todo ไม่สำเร็จ
- งานหลักเยอะและสร้างความรำคาญได้ค่อนข้างมาก นำมาซึ่งอารมณ์บูด และทำให้ “หมดอารมณ์” ที่จะทำสิ่งอื่นใด
- ใช้เวลาไปกับงานรองเยอะ และตัวเอง underestimate งานรองมากเกินไป จนบัดนี้ก็เลยยังทำไม่เสร็จ
- มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตครอบครัว อะไรๆ ก็พึ่งจะลงตัวไม่นานนี้เอง
สิ่งที่ได้เรียนรู้ของปีนี้
- อยากทำอะไรก็รีบทำ ถ้าคิดว่ามันเสี่ยงก็ต้องประเมินความเสี่ยงก่อน และถ้าประเมินแล้วยังคิดว่า “อยากทำ” อยู่ ก็จงทำมันไปเลย เห็นหลายๆ คนชอบคิดมากทั้งๆ ที่ตัวเองทำ research มาดิบดี พอมาเจอความเห็นคนใกล้ตัวแค่คนเดียวถึงกับเลิกเลยก็มี…อย่าลืมว่าความเห็น “คนใกล้ตัว” แค่คนเดียว ไม่มีทางเท่า research ที่ทำออกมาแน่นอน (ถ้า research มันไม่ห่วยเกินไปนะ)
- ประโยคนี้ของคุณ @markpeak “เมื่อคนเราสั่งสมผลงาน ความสำคัญ เส้นสาย จำนวนเพื่อน ฯลฯ ได้จนมากพอในระดับหนึ่ง อยู่ในระดับที่เรียกว่า ‘เฮ้ย มีตัวตนในสังคมแล้วนะ’ เมื่อนั้น คำเชื้อเชิญต่องานเข้าสังคมจะตามมาแบบต่อเนื่อง” เป็นจริงทุกประการ และตอนนี้ผมคิดว่า วิธีที่พอจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผมคือทำ blue ocean strategy ซึ่งคิดว่าตัวเองน่าจะมีเรื่องที่ทำได้อยู่บ้าง
- ได้ดู clip “Dancing Matt” ทำให้คิดได้ว่า ชีวิตเราเกิดมาไม่ได้มีเวลามากมายนัก จงเอาเวลาที่เราได้รับมาจากการมีชีวิตไปใช้เพื่อตัวเองและเพื่อโลก อย่าได้แคร์หรือยึดติดกับบางสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองให้มันมากนัก
…
โพสนี้ไม่ใช่ todo แต่โพสนี้คือ “จุดยืน” ของผมในปีหน้า
ผมจะไม่ตายไปโดยมีคำถามว่า “ถ้าเราทำ…” ชีวิตจะเป็นยังไง?
